ข้าวเหนียวมะม่วง เป็นของหวานแบบดั้งเดิมในหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นิยมรับประทานในฤดูร้อน เนื่องจากเป็นฤดูเกี่ยวมะม่วง ทำมาจากข้าวเหนียว มะม่วง และกะทิ ซึ่งมีอายุการเก็บรักษาสั้น และมีแคลอรี น้ำตาล และไขมันสูง

ข้าวเหนียวมะม่วงโดยทั่วไปประกอบด้วยข้าวเหนียวมูนใส่น้ำตาลโตนดหรือน้ำตาลมะพร้าว พระจันทร์กับน้ำกะทิและเกลือ การกินแบบดั้งเดิมของประเทศไทยคือมะม่วงสุกซึ่งมีรสหวานกว่ามะม่วงดิบ มะม่วงน้ำดอกไม้ที่นิยมใช้มากที่สุด และอาจพบว่ามะม่วงใช้ได้เช่นกัน

ยังไม่ชัดเจนว่าข้าวเหนียวมะม่วงมีต้นกำเนิดมาจากประเทศไทยอย่างไร บางคนสันนิษฐานว่าข้าวเหนียวมะม่วงมีมาตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลาย เครื่องแกงหวานกับแฮชมฯ ว่า “เฮือนหวงเมืองมนต์ทอง อีกรสอร่อยที่นึกถึงการนอน” เอื้อจับแอ๊บอึ่งเป็นมะม่วงแต่ไม่ได้ระบุว่ามากับข้าวเหนียวก็กินได้ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ข้าวเหนียวมูนกินกับมะม่วงสุก[9]. บางคนบอกว่าข้าวเหนียวมะม่วงมีอายุน้อยกว่าร้อยปี[10] แม้ว่าข้าวเหนียวมะม่วงจะมีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย (หรือโดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าวเหนียวมะม่วง) ทางตอนเหนือของประเทศ) แต่พบในหลายประเทศรวมทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้

กระทรวงสาธารณสุข แนะ กินข้าวเหนียวมะม่วง แบบพอประมาณ คุมอาหาร

ดร สุวรรณชัย วัฒนา ยิ่งเจริญชัย อธิบดีกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ข้าวเหนียวมะม่วงเป็นเมนูยอดนิยมประจำฤดูร้อนที่หาง่าย มะม่วงสุกจะรับประทานและอุ่น ช่วยให้ร่างกายสดชื่น มะม่วงสุกมีวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ รวมทั้งวิตามินเอและเบต้าแคโรทีน ช่วยบำรุงสายตา ไฟเบอร์ช่วยในการกำจัด วิตามินซี ช่วยป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน สารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยบำรุงผิว นอกจากนี้กะทิยังมีส่วนช่วยในการดูดซึมวิตามินเอและอีจากมะม่วงได้ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ไม่ควรกินข้าวเหนียวมะม่วงมากเกินไป เพราะจะทำให้ร่างกายได้รับพลังงานมากเกินไปและกระตุ้นความร้อนในอาการเจ็บคอได้ กินข้าวเหนียวมะม่วงก็อร่อย ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ จึงควรบริโภคในปริมาณน้อย และบ่อยเกินไปและควรออกกำลังกายสม่ำเสมอเพื่อเผาผลาญพลังงานด้วยทุกวัน

อนึ่ง ดร. หญิงสายพิน โชติวิเชียร ผู้อำนวยการสำนักโภชนาการ กล่าวว่า ข้าวเหนียวมะม่วงเป็นขนมที่ให้พลังงานค่อนข้างสูง แต่สามารถทานได้โดยทำตามคำแนะนำด้านล่าง 1) ผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัว สามารถรับประทานข้าวเหนียวมะม่วงเป็นอาหารว่างได้ประมาณ 150-200 กิโลแคลอรีต่อวัน แบ่งเป็นมื้อย่อย ข้าวเหนียว 50 กรัม หรือ 1 ทัพพีให้พลังงาน 140 กิโลแคลอรี มะม่วงสุกครึ่งผลให้พลังงาน 60 กิโลแคลอรี มีทั้งหมด 200 กิโลแคลอรี ซึ่งใกล้เคียงกับพลังงานของอาหารว่างประจำวัน เพื่อให้ร่างกายได้รับพลังงานที่สมดุลทุกวัน มื้อไหนที่คุณอยากกินกับข้าวเหนียวมะม่วง? ควรหลีกเลี่ยงของหวานอื่นๆ และการออกกำลังกายเพื่อเผาผลาญพลังงานสำหรับผู้ที่มีน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน ควรหลีกเลี่ยงเพราะข้าวเหนียวมะม่วงให้พลังงานมาก

“2) ควรกินข้าวเหนียวมะม่วงในช่วงกลางวัน เพราะเป็นช่วงที่ร่างกายต้องการพลังงาน ทำกิจกรรมต่าง ๆ หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารเย็น เพราะมีกิจกรรมน้อย พลังงานที่ได้รับสามารถเผาไหม้ได้ และไม่ได้ใช้ ล้วนทำให้เกิดไขมันสะสมในร่างกายได้ และ 3) ผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และระดับไขมันในเลือดสูง ควรระมัดระวัง เนื่องจากข้าวเหนียวมะม่วงเป็นอาหารที่มีน้ำตาล และมีไขมันค่อนข้างสูง ผู้ป่วยโรคไตควรหลีกเลี่ยงการรับประทานมะม่วงสุก เนื่องจากมีโพแทสเซียมสูงในข้าวเหนียวมะม่วงอร่อยโดยไม่ทำให้เสียสุขภาพ จึงไม่ควรรับประทานมากหรือน้อยในปริมาณที่พอเหมาะ และรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่โดยแต่ละกลุ่มสมดุลกันเพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายบริโภคอาหารทุกประเภทมากเกินไปหรือน้อยเกินไป ลดปริมาณอาหารอื่นๆ ที่มีไขมันและน้ำตาล และออกกำลังกายเป็นประจำ เพื่อสุขภาพที่ดี” ผอ.สำนักโภชนาการ กล่าว